ลองนึกภาพว่าคุณเปิดพีซีขึ้นมา แล้วฟีเจอร์ Startup Boost ของ Microsoft Edgeกลับทำให้ทุกอย่างช้าลงอย่างน่าหงุดหงิด อาการหน่วงที่เกิดขึ้นระหว่างการบูตนั้นไม่ใช่แค่คุณคนเดียวStartup Boostจะโหลด Edge ล่วงหน้าเพื่อให้เปิดใช้งานได้รวดเร็ว แต่เมื่อเกิดข้อผิดพลาด มันจะทำให้ความเร็วในการบูตเครื่องของคุณลดลงอย่างมาก 😩
ข่าวดี! เรามีวิธีแก้ไขที่ได้ผลจริงเพื่อเรียกคืนความเร็วในการบูตเครื่องของคุณ คู่มือนี้จะนำเสนอขั้นตอนที่ทำได้จริง — ไม่มีเนื้อหาที่ไม่จำเป็น เมื่อทำตามเสร็จแล้ว คอมพิวเตอร์ของคุณจะบูตได้เหมือนใหม่ ไปเริ่มกันเลย! 👇
Microsoft Edge Startup Boostคืออะไรและทำไมจึงทำให้เกิดอาการหน่วง?
Startup Boostคือฟีเจอร์อัจฉริยะของ Edge ที่ช่วยให้กระบวนการหลักทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดเวลาในการเปิดเบราว์เซอร์ลงได้หลายวินาที แต่ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน:
- 👉 อาจเกิดความขัดแย้งกับโปรแกรมป้องกันไวรัสหรือส่วนเสริมต่างๆ
- ⭐ การใช้งาน RAM/CPU สูงในฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า
- ⚠️ แคชเสียหายหรือเวอร์ชัน Edge ล้าสมัย
ผลลัพธ์? เวลา บูตเครื่องช้าลงตั้งแต่ 10 วินาทีจนถึงหลายนาที รายงานล่าสุดจากผู้ใช้ในฟอรัมยืนยันว่าปัญหานี้เกิดขึ้นกับ Windows 11 มากที่สุด ถึงเวลาแก้ไขแล้ว!
เคล็ดลับง่ายๆ: ปิดใช้งานStartup Boostใน 30 วินาที
วิธีแก้ปัญหาที่เร็วที่สุด? ปิดมันซะ นี่คือวิธีการ:
- 🔧 เปิดMicrosoft Edge → คลิกจุดสามจุด (⋮) → การตั้งค่า
- 📱 ไปที่ระบบและประสิทธิภาพ → ปิดใช้งานStartup Boost
- ✅ รีสตาร์ท Edge และพีซีของคุณ แค่นั้นเอง ปัญหาก็จะหายไปทันที!
เคล็ดลับมือโปร: วิธีนี้วิธีเดียวแก้ปัญหาได้ถึง 70% ทดสอบความเร็วในการบูตเครื่องก่อนและหลังทำ:
| ก่อนแก้ไข |
หลังจากปิดใช้งาน |
| เวลาบูตเครื่อง 45-60 วินาที |
เวลาบูตเครื่อง 15-25 วินาที |
| การใช้งาน CPU พุ่งสูงผิดปกติ |
การเริ่มต้นที่ราบรื่น |
| ขอบหยุดนิ่ง |
การเปิดตัวแบบตอบสนอง |
วิธีแก้ไขขั้นสูงสำหรับปัญหาความหน่วงในการเริ่มต้น ระบบที่แก้ไขยาก
ถ้าการปิดใช้งานยังไม่เพียงพอ ลองใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อยกระดับขึ้นไปอีกขั้น:
1️⃣ อัปเดตMicrosoft Edgeเป็นเวอร์ชันล่าสุด
เวอร์ชันเก่าทำให้เกิดอาการหน่วงมากขึ้น ไปที่edge://settings/help → ตรวจสอบการอัปเดต แพทช์ล่าสุดของ Microsoft ปรับปรุงStartup Boostให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
2️⃣ ล้างแคช Edge และข้อมูลเว็บไซต์
แคชมีขนาดใหญ่เกินไป = ทุกอย่างทำงานช้าลง
- edge://settings/clearBrowserData
- เลือกตลอดเวลา → รูปภาพ/ไฟล์ที่แคชไว้ → ล้างตอนนี้
- รีบูตเครื่อง สัมผัสความเร็วที่พุ่งทะยาน! 🚀
3️⃣ ควบคุมส่วนขยายที่ไม่พึงประสงค์
ส่วนขยายจะเข้ามาแทรกแซงการทำงานของ Startup Boostปิดใช้งานทั้งหมด:
- edge://extensions/ → ปิดใช้งานทุกอย่าง
- เปิดใช้งานทีละรายการเพื่อค้นหาผู้กระทำผิด
4️⃣ การปรับแต่ง Task Manager ของ Windows
Ctrl + Shift + Esc → แท็บ เริ่มต้น → ปิดใช้งาน Edge หากมีอยู่ในรายการ เคล็ดลับเพิ่มเติม: เรียกใช้sfc /scannowใน Command Prompt ในโหมดผู้ดูแลระบบเพื่อซ่อมแซมระบบ
5️⃣ รีเซ็ต Edge (ตัวเลือกขั้นรุนแรง)
สำหรับปัญหาที่ซับซ้อน: การตั้งค่า → รีเซ็ตการตั้งค่า → คืนค่าการตั้งค่าเป็นค่าเริ่มต้นข้อมูลของคุณจะปลอดภัย
โบนัส: ป้องกันปัญหาการบูตเครื่องช้า ในอนาคต
ลดอาการแล็กให้น้อยที่สุด:
- ⭐ จำกัดจำนวนแอปที่เริ่มต้นทำงานพร้อมระบบผ่านตัวจัดการงาน (Task Manager)
- 👉 ใช้โหมดประสิทธิภาพของ Edge (การตั้งค่า → ระบบ → เปิดใช้งาน)
- ✅ กำหนดเวลาล้างแคชรายสัปดาห์
คำแนะนำด้านฮาร์ดแวร์: หากใช้ RAM 8GB หรือน้อยกว่า ควรเพิ่ม RAM เพราะStartup Boostทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ RAM 16GB ขึ้นไป
ยังทำงานช้าอยู่หรือเปล่า? ในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับการอัปเดต Windows โปรดตรวจสอบกับฝ่ายสนับสนุนของ Microsoft Edgeเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม
สรุป: กลับมาขับเร็วได้อีกครั้งวันนี้! 🎉
คุณมีเครื่องมือครบแล้ว—ปิดใช้งาน Startup Boostล้างแคช อัปเดต และปรับแต่ง ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเห็นการบูตเร็วขึ้น 50%ทันที วิธีแก้ไขไหนได้ผลสำหรับคุณ? แสดงความคิดเห็นด้านล่างและแบ่งปันผลลัพธ์ที่ได้ผล!
ติดตามเว็บไซต์ของเราต่อไปเพื่อรับเคล็ดลับเพิ่มความเร็วพีซีเพิ่มเติม พีซีที่เร็วปานสายฟ้าแลบของคุณรออยู่แล้ว! 😎